Sunday, June 2, 2013

ท่าวิ่งที่ถูกต้องตามหลักการของชีวกลศาสตร์การกีฬา

ท่าวิ่งที่ถูกต้องตามหลักการของชีวกลศาสตร์การกีฬา

http://sportscience.dpe.go.th/web/main/images/Athletics2.jpg

     แม้ว่าการวิ่งจะดูเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนทำได้ แต่การวิ่งที่ถูกต้อง ง่ายและมีความตึงของกล้ามเนื้อลดลงตามหลักชีวกลศาสตร์การกีฬา เพื่อประหยัดพลังงานสำหรับความเร็วและความอดทน มีดังนี้
ตำแหน่งของศีรษะขณะวิ่ง
     การวิ่งที่ถูกต้อง ศีรษะต้องมองไปข้างหน้า ไม่มองขึ้นหรือต่ำลง ศีรษะและหัวไหล่ผ่อนคลาย (สบาย) ตามองไปข้างหน้าในระยะ 10 ฟุต ความเหนื่อยล้าเป็นสาเหตุของไหล่ที่ยกขึ้นและศีรษะเอนไปด้านหลัง
มุมของร่างกาย
วิ่งที่ลักษณะของร่างกายตั้งตรง นึกถึงเส้นตรงที่ลากจากส่วนบนศีรษะมีจรดปลายเท้า เส้นตรงที่ลากเกิดขึ้นในลักษณะที่ปรับเปลี่ยนตามการดึงดูดของโลก
ลักษณะของแขนขณะวิ่ง
ไม่วิ่งโดยยกแขนขึ้นสูงระดับหน้าอก แขนควรผ่อนคลายและทำมุม 90 องศา การสวิงของแขนเหมือนลูกตุ้มนาฬิกา ส่วนบนของร่างกายไม่ควรหมุนไปหมุนมาขณะวิ่ง
  • มือ รักษาความรู้สึกผ่อนคลายที่มือและข้อมือ กำมือหลวมๆ โดยนิ้วหัวแม่มือตั้งขึ้นสัมผัสกับนิ้วชี้
  • ข้อเข่า ปล่อยให้ขาเคลื่อนก้าวไปข้างหน้าตามน้ำหนักของขาที่พาไป เข่าไม่ควรยกขึ้นเหนือเอว
  • ระยะของการก้าว ไม่ควรก้าวเท้าขณะวิ่งเกินไป สิ่งนี้จะมีผลเสียต่อการวิ่ง วิ่งให้ตรงและยกเข่าไม่ต้องสูงมาก
  • การผ่อนคลาย นักวิ่งควรพยายามหลีกเลี่ยงการใช้พลังงานในตัวเรา ผ่านความเครียด ที่มาจากบริเวณหน้า มือ แขน หรือขา สงวนพลังงานเพื่อให้วิ่งได้นานด้วยการผ่อนคลาย จะช่วยได้

โภชนศาสตร์สำหรับนักกรีฑา

โภชนศาสตร์สำหรับนักกรีฑา
http://sportscience.dpe.go.th/web/main/images/food_3.jpg
     กรีฑา นับว่าเป็นกีฬาพื้นฐานหรือเบื้องต้นของการเล่นกีฬาอื่นๆ เกือบทั้งหมด ไม่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์อะไรมากนัก นักกรีฑาใช้ความพร้อมทางร่างกายเป็นหลัก ร่างกายและการใช้พลังงานของนักกรีฑาที่จะทำให้สามารถเคลื่อนไปได้เร็ว สูงและนานอย่างมีประสิทธิภาพ อาหารจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญ การที่นักกรีฑาจะประสบความสำเร็จในการแข่งขันกีฬาก็เช่นเดียวกัน ความเข้าใจหลักการของโภชนาการศาสตร์เพื่อการฝึกซ้อมและการแข่งขันที่หนักและ นานเพียงพอจะนำไปสู่การเกิดสมรรถภาพที่สมบูรณ์ มีความแข็งแรงของร่างกาย ที่นำไปสู่ความชำนาญจากการฝึกซ้อมด้านทักษะ 
     เพื่อ บรรลุเป้าหมายของกรีฑา เราจึงควรทำความเข้าใจกับคำที่เกี่ยวข้องกับหลักการนี้กันก่อน คำว่า “อาหาร” หมายความถึง สิ่งที่รับประทานเข้าไปสามารถทำให้รู้สึกอิ่มซึ่งอาจจะให้ประโยชน์หรือโทษ แก่ร่างกายก็ได้ และคำว่า“โภชนาการ” หมายความถึง อาหารที่รับประทานเข้าไปแล้วร่างกายสามารถนำไปเผาผลาญ เพื่อใช้ประโยชน์ในการเสริมสร้างความเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ทำให้ร่างกายแข็งแรงและสร้างภูมิต้านทานโรคได้ ดังนั้นอาหารและโภชนาการจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่ขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ได้ การรับประทานอาหารจำเป็นต้องคำนึงถึงคุณประโยชน์ของอาหารที่รับประทานเข้าไป ทั้งนี้เพื่อการมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ นักกรีฑาทุกคนจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ว่าอาหารอะไรที่ควรรับประทาน และควรรับประทานอะไรมากน้อยเพียงใดในชีวิตประจำวันของแต่ละคน 
     โภชน ศาสตร์การกีฬา เป็นการศึกษาเรื่องของอาหาร ที่เกี่ยวข้องกับชีวเคมีและสรีรวิทยาของมนุษย์เพื่อให้เกิดความเข้าใจบทบาท ของอาหารที่มีต่อสมรรถภาพร่างกายและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาขีดความ สามารถของนักกรีฑาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
     แม้ ว่าพันธุกรรมก็เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายมนุษย์ แต่การมีโภชนาการที่เหมาะสมถูกต้อง ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น และมีความสำคัญต่อการมีร่างกายที่ดีต่อการดำรงชีวิต เพราะร่างกายต้องการสารอาหารนับร้อยชนิดไปใช้ในการสร้างความเจริญเติบโตให้ กับร่างกายและยังเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยในการพัฒนาการอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย อาหารจึงเป็นหัวใจหลักของการมีสุขภาพที่ดีของมนุษย์ทุกคน การเลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่และถูกสุขลักษณะตามหลักโภชนาการย่อมเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนา สุขภาพและสมรรถภาพของคนทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนักกรีฑา ผู้ที่ต้องใช้พลังงาน พละกำลัง และสมรรถภาพทางกายอย่างหนักทั้งในการฝึกซ้อมและการแข่งขันกีฬา นักกรีฑาที่บริโภคอาหารอย่างเหมาะสมตามหลักโภชนาการจะทำให้มีสภาพร่างกายและ พลังงานที่สมบูรณ์เพียงพอสำหรับการฝึกซ้อม และพร้อมสำหรับการแข่งขันกีฬา ดังนั้นจึงควรเข้าใจเรื่องอาหารที่เริ่มตั้งแต่การฝึกซ้อม ระหว่างการแข่งขัน และหลังการแข่งขันเพื่อแสดงความสามารถได้เต็มที่ 

สรีรวิทยาสำหรับกรีฑา

สรีรวิทยาสำหรับกรีฑา
http://sportscience.dpe.go.th/web/main/images/s4.jpg
     กรีฑา กีฬาพื้นฐานและมีหลักการการฝึกที่สามารถนำไปใช้กับกีฬาชนิดอื่นๆได้ดี ในการฝึกกรีฑามีส่วนที่เกี่ยวข้องกับร่างกายที่สมบูรณ์เป็นอย่างมาก เป็นกีฬาที่อาศัยร่างกายเป็นหลัก นักกรีฑาเพื่อการแข่งขันเหนื่อยมากเหมือนกีฬาอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อต้องฝึกซ้อมกลางแจ้งความพร้อมทางกายจึงต้องมีการเตรียมการให้ เหมาะสม กรีฑามีหลายรูปแบบทั้งประเภทลู่และลาน นั่นหมายถึงการใช้ร่างกาย กล้ามเนื้อที่แตกต่างกัน ในบางรายการ เช่นวิ่ง มีการใช้กล้ามเนื้อขาเป็นหลัก ขณะที่การขว้างจักหรือการทุ่มน้ำหนักใช้กล้ามเนื้อแขนและส่วนบนของร่างกาย มากกว่า
     อย่างไรก็ตามนักกรีฑาต้อง ใช้หลายๆ อย่างทางสรีรวิทยาในการเตรียมความพร้อม ไม่ว่าเป็นเรื่องของความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความอดทน ความอ่อนตัวและคล่องตัวของแขน และใช้เวลาฝึกซ้อมเป็นเวลาหลายชั่วโมง ดังนั้นนักกรีฑาที่รู้จักสรีรวิทยาของตัวเอง รู้จักการสะสมและใช้พลังงานอย่างเหมาะสม การรู้จักการฝึกที่เหมาะสมกับการใช้พลังงานย่อมมีโอกาสของการประสบชัยชนะมาก ขึ้น
     กรีฑาเป็นกีฬาที่ฝึกร่างกาย ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในลู่ของตัวเอง ในการฝึกกรีฑาส่วนใหญ่จะใช้เวลานานและต่อเนื่อง มีการวิ่งและฝึกไปเรื่อยๆ และวิ่งทำเวลาสั้นเป็นช่วงๆ การฝึกกรีฑาจึงต้องอาศัยการฝึกทั้งแบบแอโรบิค  และแบบแอนแอโรบิค ส่งผลต่ออัตราเร่งของการใช้พลังงานที่แตกต่างกัน นักกรีฑาจึงต้องรู้จักลักษณะทางสรีรวิทยาและการเผาผลาญพลังงานของร่างกายตัว เองต่อการฝึกอย่างถูกต้อง รวมทั้งกระบวนการทางชีววิทยาที่เกี่ยว ข้องกับหน้าที่การทำงานและการปรับตัวในการทำงานของกล้ามเนื้อและโครงสร้าง ร่างกายอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสารเคมีภายในร่างกายด้วย
     อย่าง ไรก็ตามความเมื่อยล้าจากการฝึกอย่างหนักและนานของนักกรีฑาย่อมส่งผลต่อ ประสิทธิภาพการวิ่งและการฝึกประเภทอื่นๆ การฝึกกรีฑาจึงต้องนำเอาหลักการทางสรีรวิทยาการออกกกำลังกายมาใช้ให้เหมาะสม นักกรีฑาอาจมีความเหนื่อยล้าได้ในหลายๆ โอกาส การฝึกหนัก นานและมีการพักไม่เหมาะสม ก็อาจมีผลต่อการสะสมของกรดแล็กติกในกล้ามเนื้อมากขึ้น เพราะปริมาณของออกซิเจนไม่เพียงพอแก่ความต้องการหรือเกิดภาวะเป็นหนี้ ออกซิเจนไม่สามารถทำหน้าที่ของมันต่อไปได้ ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของร่างกายมีประสิทธิภาพลดลงซึ่งนักกีฬาที่มีสมรรถนะ ของร่างกายที่ไม่ดีก็จะทำให้เหนื่อยง่าย ไม่สามารถพักฟื้นสภาพได้อย่างรวดเร็วและมีผลต่อการเล่น 
     การ พัฒนาและรักษาระดับสมรรถภาพหัวใจและหลอดเลือดให้เหมาะสม ก็เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับหลักการทางสรีรวิทยาการกรีฑาอีกประการ ดังนั้นในการฝึกนักกรีฑาให้มีความพร้อมทางสรีรวิทยานั้นต้องคำนึงถึงการ เสริมทางด้านนี้ด้วย การฝึกทางสรีรวิทยาที่เหมาะสมถูกต้องตามหลักการจะช่วยให้การสร้างและใช้ พลังงานของนักกรีฑามีประสิทธิภาพ
     เราเตรียมความพร้อมทางสรีรวิทยาเพื่อให้การฝึกซ้อมและแข่งขันกรีฑาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพหรือยัง

ประวัติของกรีฑา

ประวัติของกรีฑา
http://sportscience.dpe.go.th/web/main/images/Athletics1.jpg
     ในบรรดากีฬาที่เราคุ้นเคยและเป็นกีฬาพื้นฐานของคนทั่วไปรับทราบ คงไม่มีอะไรเก่าแก่และเป็นที่รู้จักมากที่สุดเท่ากรีฑา กรีฑาเป็นกีฬาพื้นฐานที่มีความสำคัญจนถูกกำหนดไว้เป็นกีฬาทีถูกบังคับว่าต้องมีในการแข่งขันเกือบทุกรายการทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในรับท้องถิ่น ระดับชาติหรือนานาชาติ

     การที่มนุษย์ต้องอยู่กับธรรมชาติ ต้องดำรงชีวิตอยู่ได้ในอดีต การวิ่ง การกระโดด การขว้าง การปา ทำให้เกิดการประลองฝีมือกันเป็นระยะและกลายเป็นการแข่งขันที่สามารถเกิดขึ้นง่ายที่สุด เพราะเกือบจะไม่ต้องใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ใดเลยในการแข่งขัน เพียงแต่ตัวเองเป็นหลัก

     การแข่งขันกรีฑาที่นับว่ากำเนิดขึ้นมาจนถึงปัจจุบันนั้นมีต้นกำเนิดจากการเริ่มต้นการแข่งขันโอลิมปิคสมัยใหม่ ในช่วงปี พ.ศ. 2436-37 ที่ได้รวมเอากรีฑาเป็นกีฬาหลักหรือกีฬาบังคับที่ต้องบรรจุไว้ในการแข่งขันทุกครั้ง (ทุก 4 ปี)

     จากการที่ลักษณะโดยทั่วไปเป็นการเล่นหรือแข่งขันทั้งที่มีลู่ของการเล่น กับที่ไม่มีลู่ จึงทำให้กรีฑาถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทลู่และประเภทลาน โดยในประเภทลู่ประกอบด้วย การวิ่งตั้งแต่ระยะ 100 เมตร ไปจนถึง 10,000 เมตร และการวิ่งมาราธอน (ระยะ 42.6 กม) นอกจากการวิ่งตามลู่หรือบนพื้นลู่วิ่งแล้ว การวิ่งที่มีเครื่องกีดขว้าง และการวิ่งผลัดก็เป็นลักษณะการวิ่งประเภทลู่ที่แยกออกไปอีก ส่วนการเล่นกรีฑาประเภทลาน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่เกี่ยวข้องกับการกระโดด คือ การกระโดดสูง เขย่งก้าวกระโดด กระโดดสูง กระโดดค้ำถ่อและการแข่งขันประเภททุ่ม พุ่ง ขว้าง – ทุ่มน้ำหนักขว้างจักร ขว้างค้อน และพุ่งแหลน
กรีฑาประเภทลู่ ประกอบด้วย
ประเภทวิ่ง

    ประเภทวิ่ง 100 ม. 200 ม. 400 ม.ข้ามรั้ว 100 ม. ข้ามรั้ว 110 ม.
    ประเภทวิ่ง 400 ม. 800 ม. วิ่งผลัด 4x100 ม. วิ่งผลัด 4x400 ม.
    ประเภท 1,500 ม.
    ประเภท 3,000 ม. วิ่งวิบาก 3,000 ม.
    ประเภท 5,000 ม.
    ประเภท 10,000 ม.
    ประเภทวิ่งผลัด
    ประเภทวิ่งข้ามรั้ว

กรีฑาประเภทลู่ ประกอบด้วย

    ประกอบด้วย การกระโดดสูง เขย่งก้าวกระโดด กระโดดสูง กระโดดค้ำถ่อและการแข่งขัน
    ประเภททุ่ม พุ่ง ขว้าง – ทุ่มน้ำหนักขว้างจักร ขว้างค้อน และพุ่งแหล